ประเพณีบุญข้าวจี่

รูปภาพรูปภาพ

วัฒนธรรมประเพณี เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนท้องถิ่น ที่ผ่านการเพาะบ่มด้วยกาลเวลา สะท้อนให้เห็นรากเหง้า การดำรงชีวิตที่แตกต่างกันไป กลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมที่ลูกหลานไปร่วมกันสืบสานต่อมาจวบจนปัจจุบัน ภายใต้ความเชื่อที่แฝงไว้ด้วย ความงดงาม สามัคคี ฮักแพง แบ่งปันกันอย่างเอื้ออาทรให้เกิดขึ้นในจิตใจ ของผู้คนในสังคม กลายเป็นขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมจารีตประเพณีของท้องถิ่น

ประเพณีบุญข้าวจี่ ปิดทองบวงสรวงหลวงพ่อพระไชยเชษฐา นับว่าเป็นประเพณีเก่าแก่อีกอย่างหนึ่งของชาวบ้านในพื้นที่ของอำเภอสุวรรณ คูหา ซึ่งได้จัดขึ้นที่บริเวณ วัดถ้ำสุวรรณคูหา บ้านคูหาพัฒนา หมู่ที่ 7 ตำบลนาสี อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู ถือเป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวอำเภอสุวรรณคูหา จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันขึ้น 13 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 3 เพื่อเป็นการสักการะบวงสรวง “สมเด็จพระไชยเชษฐาธิราช” กษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้างในอดีต ซึ่งเล่าขานสืบต่อกันมาว่า เป็นผู้บุกเบิกก่อตั้ง วัดถ้ำสุวรรณคูหาแห่งนี้ และสร้างพระพุทธรูปปูนปั้นประจำวัด ปางมุจรินทร์ หรือปางนาคปรก ขนาดหน้าตักกว้าง 4 ศอก, สูง 6 ศอก (กว้าง 2.30 เมตร, สูง 3.20 เมตร) หรือรู้จักกันโดยทั่วไปในนาม “หลวงพ่อพระไชยเชษฐา” ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ชาวอำเภอสุวรรณคูหาให้ความเคารพนับถือมาตั้งแต่สมัยโบราณ

การจัดงานในปีนี้ นอกจากเพื่อเป็นการสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงานของท้องถิ่นให้คงอยู่ สืบไปแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกระดับสถานที่ท่องเที่ยว วัดถ้ำสุวรรณคูหา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเชิงพุทธ เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆของอำเภอสุวรรณคูหา ได้แก่ ธรรมชาติอันสวยงามของภูซาง ภูผายา และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอื่น ๆของจังหวัดหนองบัวลำภู และจังหวัดใกล้เคียง เป็นการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเพื่อสักการบูชาหลวงพ่อ พระไชยเชษฐา และพระพุทธรูปทองคำเก่าแก่อายุหลายร้อยปีซึ่งขุดค้นพบได้หลายองค์ในบริเวณ วัดแห่งนี้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนในท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้นอันสืบเนื่องมาจากอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว

สำหรับการจัดงานประเพณีบุญข้าวจี่ปิดทองบวงสรวงหลวงพ่อพระไชยเชษฐา ประจำปี พ.ศ.2552 องค์การบริหารส่วนตำบลนาสี เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดงาน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันเสาร์ที่ 7 ถึงวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552 รวม 3 วัน 2 คืน นอกจากการสมโภชบวงสรวงในงานพิธีเปิดแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น การประกวดขบวนแห่ข้าวจี่ยักษ์ จำนวน 9 ขบวน จากทุก อบต.และเทศบาลในพื้นที่ การแข่งขันกินข้าวจี่ การจัดกิจกรรมถนนข้าวจี่ การประกวดหมอลำกลอนพื้นบ้าน การประกวดร้องเพลงลูกทุ่ง การแข่งขันการชกมวยไทยเพื่อการกุศลหาทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนเรียนดีแต่ ขาดแคลนทุนทรัพย์ การประกวดวงดนตรีนักเรียนประเภทโฟล์กซอง การแสดงของวงดนตรี-หมอลำ หมอลำซิ่ง และวงดนตรีลูกทุ่ง เป็นต้น

นอกจากนั้น ชาวบ้านยังได้มีการนำข้าวสาร จำนวนมากถึง 4 กระสอบ น้ำหนัก 400 กิโลกรัม มานึ่งแล้วทาด้วยไข่ไก่ 2552 ฟอง ซึ่งขนาดของข้าวจี่นี้จะมีขนาดใหญ่มากกว่าข้าวจี่ที่ชาวบ้านทำรับประทานหรือ ขายกันทั่วไป แต่เป็นข้าวจี่ยักษ์ไว้เป็นของส่วนรวม ขนาดเส้นผ้าศูนย์กลาง 1.5 เมตร ยาว 3 เมตร โดยให้วงล้อขนาดใหญ่มาเป็นตัวหมุน ซึ่งข้าวจี่นี้ เมื่อได้ทำเสร็จแล้ว จะมีการนำไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ตามประเพณีบุญเดือนสามหรือบุญข้าวจี่ที่ชาวอีสานโดยทั่วไป

สำหรับข้าวจี่ คือ ข้าวเหนียวนึ่งให้สุขแล้วนำมาปั้นเป็นก้อนโตประมาณเท่าไข่เป็ดขนาดใหญ่หรือ ผลมะตูมขนาดกลาง ปั้นให้แน่นแล้วทาเกลือให้ทั่วเสียบใส่ไม้ย่างไฟหรือจะย่างบนตะแกรงเหล็กก็ ได้ด้วยถ่านไฟพลิกไปมาให้สุกเหลืองพอดีจนทั่วจึงเอาออกมาทาด้วยไข่ ซึ่งไข่นั้นจะต้องตีให้ไข่ขาวและไข่แดงเข้ากันดีแล้วทาจนทั่วปั่นข้าวเอาไป ย่างไฟให้สุกอีกทีหนึ่ง บางแห่งนิยมใส่น้ำอ้อยด้วย ดังคำโบราณที่ว่า “ เดือนสามค้อยเจ้าหัวคอยปั่นข้าวจี่ ข้าวจี่บ่มีน้ำอ้อยจัวน้อยเช็ดน้ำตา ”

จากเหตุที่ชาวอีสานได้สืบสานประเพณีบุญข้าวจี่กันมาอย่างต่อเนื่องนั้น มูลเหตุและความเป็นมา เหตุที่ทำบุญข้าวจี่ในเดือนสาม นั้นน่าจะเป็นเวลาที่ชาวนาหมดภาระในการทำนาและข้าวขึ้นยุ้งฉางใหม่ จึงอยากร่วมกันทำบุญข้าวจี่ถวายพระสงฆ์ ส่วนมูลเหตุดังเดิมที่จะมีการทำบุญข้าวจี่มีเรื่องเล่าว่า ในพระธรรมบทว่า มีหญิงคนหนึ่งชื่อนางปุณณทาสี เป็นคนยากจนต้องไปเป็นทาสีรับใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งใน กรุงราชคฤห์ วันหนึ่งเศรษฐีให้นางไปซ้อมข้าว นางซ้อมตลอดวันก็ไม่หมด ตกตอนเย็นนางก็จุดไฟซ้อมต่อไป ได้รับความเหน็ดเหนื่อยเป็นอันมาก พอถึงตอนเช้ามานางก็เอารำทำเป็นแป้งจี่ เผาไฟให้สุกแล้วใส่ไว้ในผ้าของตนเดินไปตักน้ำปรารถนาจะบริโภคด้วยตนเอง

ครั้นถึงกลางทางได้พบพระศาสดาเกิดความเลื่อมใส คิดว่าเราเป็นคนยากจนในชาตินี้ ก็เพราะมิได้ทำบุญไว้แต่ปางก่อนและชาตินี้เราก็ยังไม่เคยทำบุญเลย เมื่อคิดเช่นนั้นแล้วนางก็น้อมเอาข้าวแป้งจี่นั้นเข้าไปถวายแด่พระศาสดา พระองค์ทรงรับแล้ว และนางคิดอีกว่าพระศาสดาคงไม่เสวย เพราะอาหารเศร้าหมอง เมื่อพระศาสดาทรงทราบวารจิตของนางเช่นนั้น พระองค์จึงประทับเสวยต่อหน้าของนาง ครั้นเสวยเสร็จแล้วก็ตรัสอนุโมทนากถาโปรดนางจนสำเร็จโสดาปัตติผล เป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้นางไปเกิดบนดาวดึงส์สวรรค์เสวยทิพย์สมบัติ อยู่ในวิมานทองอันผุดผ่องโสภา มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นยศบริวาร ดังนั้น ชาวนาเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจึงพากันทำบุญข้าวจี่ เพราะถือว่าการถวายข้าวจี่มีอานิสงฆ์มาก

 ที่มา.http://www.baanjomyut.com/library/boonkaoji/index.html

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s